
พ.พรหมลิขิต/ปิ่นนเรศ/พ.ผัสสะกร
บทที่ 1 บ้านใหม่
รถกระบะสองตอนแล่นมาตามถนนขาออก บนทาง 8 เลนของจังหวัดหนึ่งในปริมณฑล แสงแดดอ่อน ๆ ของฤดูหนาวสาดลงบนพื้นถนนแลมันมะเลื่อมราวสีของน้ำทะเล คมกริชชะลอความเร็วรถลง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับป้ายขนาดใหญ่ริมถนน ชื่อ ‘หมู่บ้านพนาเวชธานี’ เด่นตระหง่านอยู่ข้างหน้า เขาตีไฟเลี้ยวซ้าย
แล้วในที่สุด รถกระบะคู่ชีพก็ลอดผ่านซุ้มประตูอันหรูหราของหมู่บ้านเข้าไป ชายหนุ่มกดปุ่มรูดกระจกด้านข้างลง ปล่อยให้สายลมพัดเข้ามาโลมไล้ใบหน้า นัยน์ตากวาดมองทัศนียภาพสองฝั่งถนนที่ประดับไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายสี พลางสูดลมหายใจลึก ฝ่ามือบีบพวงมาลัยแน่นขึ้น รู้สึกถึงก้อนเนื้อในอกซ้ายที่กำลังเต้นถี่รัวด้วยความตื่นเต้น
“ถ้าถัดจากตรงนี้ไป ก็จะมีสนามฟุตบอลใหญ่ๆ และที่วิ่งจ๊อกกิ้งออกกำลังกายด้วยนะ” หญิงสาวข้างๆ ชี้มือไปตรงพื้นที่ด้านขวามือ
คมกริชละสายตาจากถนนเบื้องหน้าชั่วแวบหนึ่ง หางตาชำเลืองมองจอนผมของหญิงสาว ที่เงางามย้อยลงตัดกับผิวหน้าที่สะอาดสดใสดั่งผิวมะปราง จมูกโด่งเป็นสันน้อยๆ รับกับริมฝีปากบางงามอย่างกลมกลืน เป็นภาพที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว ความรู้สึกอบอุ่นแล่นซ่านขึ้นมากลางใจ
หญิงสาวยกเรียวแขนที่กลมกลึงออกไปข้างหน้าเพื่อชี้ชวนให้คนขับมองตาม “แล้วตรงโน้นนะ ที่เห็นไกล ๆ นู้น” เธอลากเสียงสูงคำว่า “นู้น” พร้อมก้มศีรษะและช้อนตาขึ้นมองเขาราวกับเด็กหญิงตัวน้อย ๆ
การขยับตัวทำให้กำไลเงินหลายเส้นที่สวมอยู่ข้อมือส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง ท่ามกลางกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่กำจายมากระทบปลายจมูกของขาเเป็นระยะ
“แล้วนี่ ก็คือสโมสรส่วนกลางของหมู่บ้าน มีศูนย์ฟิตเนสให้ออกกำลังกาย สระว่ายน้ำก็มีด้วยนะ แล้วใกล้ ๆ กัน ถัดไปจากนั่น ก็เป็นพวกร้านกาแฟสดจ้ะ”
รอยยิ้มกว้างและนัยน์ตาที่ทอประกายสุกใสของเธอ บ่งบอกถึงความตื่นเต้นที่ได้แนะนำสถานที่ให้เขาฟัง คมกริชพยักหน้ารับ แม้สายตาแทบไม่ได้จดจ่ออยู่กับสโมสรที่เธอชี้ให้ดูเลยก็ตาม กลิ่นหอมและน้ำเสียงเจื้อยแจ้วนั้นทำให้เขาเพียงแค่อยากยื้อเวลาสนทนาต่อไปเรื่อย ๆ
“แล้วลัดดาออกกำลังกายบ่อยไหมครับ” เขาเอ่ยถามออกไป
“ไม่บ่อย นาน ๆ ครั้งจะออกมาตีเทนนิสหรือว่ายน้ำบ้าง”
เสียงเครื่องยนต์รถครางต่ำลงเมื่อเขายกฝ่าเท้าออกจากแป้นคันเร่ง คมกริชแลเห็นอาณาเขตของตัวหมู่บ้านจริงๆ อยู่ข้างหน้า ด้านหน้าสุดก่อนเข้าหมู่บ้าน ปรากฏป้อมพนักงานรักษาความปลอดภัยลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวราว 5 เมตร
ลูกบ้านคนใหม่ลดกระจกด้านข้างลง ยื่นหน้าออกนอกตัวรถพร้อมโปรยยิ้มเพื่อให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเห็นหน้าเขาได้ชัดๆ ในขณะนั้น พนักงาน รปภ. วัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่ในชุดสีกากี ใบหน้าเสี้ยมและมีหนวดหนาเหนือริมฝีปาก ก็กระวีกระวาดออกมาจากป้อม เขายืน คิ้วขมวด จ้องมองคมกริชอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้าว
“ต้องการติดต่อเรื่องอะไรครับ”
“ผมชื่อคมกริชครับ จะเข้ามาอยู่ที่นี่เป็นวันแรก” คมกริชตอบอย่างสุภาพ
“อ๋อ เชิญตรงโน้นเลยครับ คุณนิดบอกไว้แล้ว ว่าวันนี้คุณคมกริชจะเข้ามาอยู่— ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านของเรานะครับ” หัวหน้า รปภ. คลายปมคิ้วออก ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย พลางผายมือไปยังสำนักงานของหมู่บ้านที่อยู่เยื้องออกไปทางขวามือ ซึ่งไม่ไกลจากป้อมยามนัก “ขอเชิญติดต่อที่นั่นเลยนะครับ”
คมกริชหักพวงมาลัย หัวรถเบนออกไปทางด้านขวามือ รถเคลื่อนต่อไปอีกราว 60 เมตร ก็แลเห็นต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นตะคุ่มสีเขียวขนาดมหึมา ยืนต้นตระหง่านชิดอาณาเขตของหมู่บ้าน ถัดไปจากไม้ใหญ่อีกประมาณ 30 เมตร ก็แลเห็นโครงสร้างขนาดเล็กของสำนักงานโครงการ
รถเคลื่อนเข้าสู่ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านเขียวคลุ้มทึบหนา ราวกับกำลังเข้าสู่ปากอุโมงค์ ทันทีที่เขาก้าวลงจากรถ ความเย็นเยือกประหลาดก็แผ่ซ่านจากไม้ใหญ่เข้ามากระทบผิวกาย ด้านบนเกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด คมกริชแหงนหน้าขึ้นมอง เห็นกิ่งไม้ที่เบียดแน่นโยกไหวตามแรงลม ใบไม้แห้งปลิวว่อนร่วงโรย สลับกับจังหวะสะบัดของรากไทรที่ห้อยระโยงระยาง
ลูกบ้านคนใหม่ขยับก้าวเข้าไปสองก้าว หรี่ตาเพ่งมองฝ่าความมืดสลัวที่โคนต้นไม้อยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นแท่นบูชาขนาดเล็กแทรกตัวอยู่ กลิ่นดอกไม้แห้งระคนธูปเทียนกำยานโชยมาตามสายลม บนแท่นนั้นสุมทุมไปด้วยพวงมาลัยที่เริ่มเหี่ยวเฉาพร้อมคราบน้ำตาเทียนเกรอะกรัง บ่งบอกถึงร่องรอยการสักการะอย่างเนืองแน่น
ถัดจากแท่นบูชา เงาทะมึนของสิ่งก่อสร้างบางอย่างตั้งทาบทับอยู่ใกล้โคนต้น แม้แสงอาทิตย์จะไม่อาจสอดลอดร่มเงาลงมาได้ แต่เขาก็ยังพอจะมองออกว่านั่นคือศาลเจ้าที่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตคล้ายเรือนไทยขนาดย่อม กว้างเกือบสองเมตร ยาวราวสามเมตร ครอบทับอยู่บนฐานก่ออิฐถือปูนอย่างมั่นคง
ลัดดาลงจากรถแล้วก้าวเดินลิ่วนำหน้าเขาไปก่อน เธอตรงแน่วไปยังออฟฟิศอย่างผู้เคยชินสถานที่ ท้องฟ้าเบื้องบนทอสีครามโปร่งใสแม้ตะวันจะคล้อยต่ำเลยครึ่งฟ้ามาแล้ว
สายลมเย็นโชยพลิ้ว สลับกับพัดกระโชกแรงเป็นระยะ เมื่อลมพัดมาคราใด เส้นผมที่ยาวเคลียไหล่ของลัดดาก็กระจายออกเต็มใบหน้า กางเกงทรงหลวมสีเขียวอ่อนลู่ราบแนบกระชับกับเรือนกาย เผยให้เห็นทรวดทรงงามระหงได้อย่างชัดเจน คมกริชลอบมองเสื้อทีเชิ้ตสีขาวนวลแขนกุดเนื้อบางเบาที่เธอสวม พลางนึกขึ้นได้ว่าเธอลืมหยิบผ้าคลุมไหล่ที่ทิ้งไว้บนเบาะรถติดมือมาด้วย
ทันใดนั้น ลมหนาวระลอกใหญ่ก็พัดกระโชกมาอย่างรุนแรง คมกริชสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่บาดลึกถึงกระดูก ทว่าเจือด้วยความสดชื่นราวกับหยาดน้ำค้างยามเช้า ชั่วอึดใจนั้น ร่างบางเบื้องหน้าก็หดตัวลงอย่างฉับพลัน เธอสอดแขนทั้งสองข้างเข้าหว่างขาแล้วบิดกายไปมาเพื่อคลายหนาว ก่อนจะหันขวับกลับมาทำหน้าทะเล้นใส่เขา ดวงตากลมดำขลับหยีลง ทอประกายวาววับสดใสพร้อมพยักพเยิดหน้าให้
ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาทำให้คมกริชเผลออมยิ้มและนึกขันในใจ ท่าทางของลัดดาช่างละม้ายคล้ายภาพของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่หนีแม่แอบไปเล่นน้ำฝนจนหนาวสั่นไม่มีผิด
คมกริชและลัดดาเดินมาถึงหน้าสำนักงาน พนักงานหญิงคนหนึ่งก็เปิดประตูกว้างรออยู่แล้ว อายุของเธอน่าจะล่วงเลยวัยสาวมานิดหน่อย รูปร่างสันทัดแบบหญิงไทยทั่วไป ผมถูกรวบตึงไว้ด้านหลัง ผิวขาวหมวย นัยน์ตาหยี ในชุดลำลองสีชมพูอ่อน โค้งตัวรับ
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่ค่ะ” น้ำเสียงของเธอสดใส พร้อมทั้งยกมือไหว้คมกริช
คมกริชหน้าตื่น รีบยกมือรับไหว้ เพราะใจจริงเขาตั้งใจจะเป็นฝ่ายยกมือไหว้ก่อน แต่ทำไม่ทัน
“สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันแรกที่ผมจะเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้” คมกริชเอ่ย
“ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านพนาเวชธานีอย่างเป็นทางการอีกครั้งค่ะ”
สองแก้มที่ซับสีเลือดฝาด นัยน์ตาที่ทอประกาย และรอยยิ้มกว้างจนตาหยีนั้น ทำให้คมกริชสัมผัสได้ถึงการต้อนรับอย่างจริงใจ
“เราเข้าไปคุยกันในออฟฟิศดีกว่านะคะ” เธอเอ่ยชวน พร้อมผายมือออก
เมื่อสองหนุ่มสาวก้าวเข้าไปด้านใน พนักงานหญิงจึงปิดประตูตามหลัง ภายในตกแต่งอย่างดีคล้ายสำนักงานทั่วไป มีโต๊ะทำงานอยู่ 3 ที่ ตรงกลางเป็นโต๊ะกลมคลุมด้วยผ้าลูกไม้ รายล้อมด้วยเก้าอี้โซฟา บนโต๊ะมีเอกสารวางอยู่จำนวนหนึ่ง พนักงานหญิงขอตัวไปด้านหลังเพื่อนำน้ำมาเสิร์ฟให้แก่แขกผู้มาเยือน
คมกริชและลัดดายกน้ำขึ้นดื่มและนั่งพักอยู่ชั่วครู่ พนักงานหญิงก็เริ่มมองมาที่ลัดดาด้วยสายตาของคนคุ้นเคย “ขอโทษจ้ะ เป็นบ้านของน้องลัดดาด้วยหรือเปล่าคะ?”
“ไม่หรอกค่ะ พี่นิด ลัดดาพาพี่กริชมาซื้อที่นี่เฉยๆ ค่ะ”
“อ๋อ…” พี่นิดอุทานลากเสียงยาว พร้อมยิ้มมุมปาก “พี่เดาว่า อีกไม่นาน พี่คงได้ยินข่าวดี ใช่ไหมจ๊ะ”
น้ำเสียงที่พี่นิดเอ่ยถามนั้นราบเรียบ แต่นัยน์ตาวาบหวาม ลัดดาไม่ตอบคำถาม ก้มหน้าลงเล็กน้อย หากแต่บริเวณตั้งแต่ใบหูไล่มาถึงพวงแก้มและปลายจมูกของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ
คมกริชลอบมองภาพนั้นด้วยหัวใจเต้นระริก ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วอกจนเขาต้องเผลอเม้มริมฝีปากเพื่อซ่อนรอยยิ้ม เขาหวังว่าจะได้เห็นลัดดาทุกวัน หรืออย่างน้อยก็บ่อยที่สุดเมื่อกลับเข้าบ้าน…ความปรารถนาอันแรงกล้านี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้จากธนาคาร
“ไปเรื่อยๆ ค่ะ เป็นเพื่อนบ้านกัน ดูกันไปเรื่อยๆ ก่อนค่ะ” ในที่สุด ลัดดาแบ่งรับแบ่งสู้ออกมาอย่างแผ่วเบา พี่นิดมีสีหน้าถูกใจในคำตอบของลัดดา จึงโพล่งออกมาเสียงดัง “ถูกต้อง ถูกต้องที่สุด น้องลัดดาทำถูกแล้ว คือเราต้องดูกันไปก่อน ดีแล้วที่เอามาไว้ใกล้ๆ การตรวจสอบดูก็จะไม่ยาก ไม่ไกลหูไกลตาของเรา …เอ่อ ว่าแต่ น้องคมกริชอยู่คนเดียวเลยหรือคะ? บ้านหลังก็ใหญ่”
คำถามหลังนี้ทำเอาคมกริชสะอึก ความรู้สึกภายในหล่นวูบเหมือนคนพลัดตกจากที่สูง เขาเงยหน้ามองภาพเรือนไทยในกรอบรูปบนผนังออฟฟิศแวบหนึ่ง ฉับพลันทันใดนั้น ภาพของภิกษุชราก็ผุดทับซ้อนขึ้นมาในความทรงจำ ท่านยืนสำรวจอยู่กลางเรือนไม้ มือที่เหี่ยวย่นประสานไว้หน้าท้อง แววตาใสกระจ่างเปี่ยมด้วยความเมตตาลู่ต่ำลงมองเด็กชายตัวน้อยที่กำลังก้มกราบแนบพื้น
‘วันนี้หลานซื้อบ้านได้แล้วครับ’
คมกริชพึมพำในใจ ความรู้สึกว่างเปล่าและโหวงเหวงตีตื้นขึ้นมา บีบรัดหน้าอกจนเขาหายใจไม่ทั่วท้อง เขาพยายามดึงสติ นึกถึงคำสอนของหลวงปู่ที่ว่า ‘ให้ดำเนินชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ จะมีประโยชน์อะไรที่จะมัวไปคิดถึงอดีตที่ไม่มีวันหวนคืน’ และฝืนปรับสีหน้าให้เป็นปกติ คลี่ยิ้มบางๆ ก่อนอ้ำอึ้งตอบออกไปว่า
“บางที…อาจจะให้ญาติๆ มาอยู่เป็นเพื่อนครับ”
ทันทีที่ถ้อยคำนั้นหลุดพ้น ความรู้สึกก็เหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอให้ต้องกลืนลงไปอย่างยากลำบาก แล้วเรามีญาติที่ไหนกันเล่า? บ้านหลังใหญ่โต…แต่จะมีความหมายอะไรถ้าต้องอยู่คนเดียว? นี่เรากำลังโกหกเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นหรือนี่?
“บ้านหลังนี้ถือว่าใหญ่มาก สี่ห้องนอน สามห้องน้ำ มีโรงรถจอดได้ถึงสองคัน มีบริเวณหน้าบ้าน และสวนหลังบ้าน ให้ปลูกต้นไม้อีกด้วย เจ้าของคนเก่าเป็นฝรั่งอยู่ไม่นานต้องกลับเมืองนอก ราคาขายจึงไม่แพง แต่พี่ว่าน้องคมกริชเองก็เก่งมาก ๆ นะคะ ที่อายุเท่านี้แต่สามารถซื้อบ้านหลังนี้ได้” พี่นิดเอ่ยชมคมกริชด้วยความรู้สึกที่ยกย่องอย่างแท้จริง
“ผมผ่อนเอาครับ” ชายหนุ่มละล่ำละลักตอบมา หยุดกลืนน้ำลายอึดใจหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ “ผมคงไม่มีปัญญาซื้อด้วยเงินสดเหมือนบ้านหลังอื่น ๆ ในหมู่บ้านนี้หรอกครับ”
“ก็เก่งอยู่ดี น้องคมกริชเก่งมาก เป็นคนรุ่นใหม่ที่ขยันทำงานสร้างฐานะตัวเอง แล้วบ้านในหมู่บ้านนี้ ไม่ทุกหลังหรอกนะคะที่สามารถซื้อด้วยเงินสด บางหลังก็ยังผ่อนอยู่เลย” พี่นิดท้วงด้วยหวังให้กำลังใจ
หางตาของลัดดาลอบมองคมกริช ก่อนจะทอดสายตาลงมองแจกันดอกไม้บนโต๊ะกลมตัวถัดไป เธอเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อย ๆ “ลัดดาเป็นต้นเหตุให้พี่กริชลำบากหรือเปล่าคะ”
“ไม่หรอก พี่เต็มใจ” คมกริชตอบ ก่อนเงยหน้าสบตาเธอชั่วครู่หนึ่ง
“เอาล่ะ เดี๋ยวเราเซ็นเอกสารกัน” พี่นิดคลี่เอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะกลมออกมาให้คมกริชอ่าน แล้วยื่นปากกาให้
ระหว่างที่คมกริชกำลังกวาดสายตาอ่านเอกสารอย่างเร็ว ๆ พลันก็แว่วเสียงตุ๊บตั๊บหนัก ๆ มาจากทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็นทิศทางของต้นไทรใหญ่ “บางครั้งภายในหมู่บ้านนี้ก็มีเสียงดังอย่างนี้แหละค่ะ มาจากการซ่อมแซมต่อเติมบ้าน” พี่นิดรีบบอก
แต่เสียงอื้ออึงนั้นเหมือนจะไม่สงบลง หนำซ้ำยังมีแนวโน้มว่าจะดังมากขึ้นด้วย ลัดดาตะแคงหน้าลงและเงี่ยหูฟัง เพราะคราวนี้มีเสียงเอะอะโวยวายของผู้คนผสมเข้ามาด้วย ชั่วอึดใจต่อมา นอกจากเสียงความวุ่นวายของมนุษย์แล้ว เสียงกรีดร้องแหลมยาวโหยหวนอย่างเจ็บปวดสาหัสของแมวก็ดังแทรกขึ้นมา บรรยากาศภายในสำนักงานพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสรรพเสียงหยุดชะงักลงทันที
คมกริชละสายตาจากการอ่านเอกสารด้วยความสงสัย เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ลัดดามีสีหน้าที่ซีดเผือดลงทันที เธอผุดลุกพรวดขึ้นยืนในเวลาต่อมา
“ต้องเป็นดำมี่แน่ ๆ” ลัดดาพูดทิ้งท้ายไว้ แล้วก็หันขวับ ผลักประตูออฟฟิศเต็มแรง คมกริชขมวดคิ้ว พึมพำ “ใครกันนะคือดำมี่?” เขาผลักกองเอกสารไว้ทางหนึ่งของโต๊ะ และรีบติดตามลัดดาออกไป
ครั้นคมกริชโผล่พ้นจากประตูออฟฟิศ เขาก็เห็นลัดดากึ่งเดินกึ่งวิ่งห่างออกไปราวสิบเมตร ช่วงหนึ่งเธอหยุดชะงักเพื่อจับรองเท้าฟองน้ำสีเหลืองที่ปลิ้นหลุดให้เข้าที่ ก่อนจะสับเท้าวิ่งต่อ สายลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกสวนทางมาจนเส้นผมดำขลับของเธอแตกกระจายเต็มแผ่นหลัง
คมกริชแหงนมองท้องฟ้าสีครามเข้ม แสงตะวันสีแดงซีดทอประกายลอดก้อนเมฆ เมื่อหลุบตาลงต่ำ ตะคุ่มสีเขียวเข้มราวกับภูเขาขนาดย่อมของต้นไทรใหญ่ก็ยืนต้นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลัดดากำลังมุ่งตรงไปที่นั่น เขาจึงเร่งฝีเท้าออกวิ่งตามทันที
ชั่วอึดใจ เขาก็มายืนหอบหายใจแรงอยู่เบื้องหลังลัดดาที่กำลังยืนละล้าละลังอยู่ด้านนอก ครั้นขยับเท้าล่วงล้ำเข้าสู่โคนต้นไทร กลิ่นฉุนกึกของสุราผสมกลิ่นธูปเทียนกำยานก็ตีรวนขึ้นมาจน ลัดดาต้องยกฝ่ามือขึ้นปิดจมูก คมกริชกวาดสายตาไปรอบๆ ก็ประจักษ์ชัดว่าต้นตอของเสียงเอะอะโวยวายคือพนักงานรักษาความปลอดภัยสามคน
หัวหน้า รปภ. คนเดิมยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ห่างจากศาลเจ้าสองก้าว เขามองมาทางคมกริชแล้วก้มศีรษะให้เล็กน้อย ส่วนอีกสองคนในชุดยูนิฟอร์มสีขาวถือไม้พลองยาวราวสองเมตรยืนขนาบศาลเจ้าคนละด้าน ปลายง่ามของไม้พลองถูกเสียบแทงเข้าไปทางหน้าต่างบานน้อย เสียงดังกุกกักกระแทกกระทั้นเป็นจังหวะตามแรงกระทุ้งอย่างรุนแรง
ลัดดาเดินวนไปมา พลางค้อมตัวลงเพ่งมองลอดช่องหน้าต่างเพื่อดูสิ่งที่อยู่ข้างใน คมกริชเห็นเศษขวดและแก้วแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกลื่อนกลาด จึงแตะข้อศอกเธอเป็นเชิงปรามไม่ให้ล้ำเข้าไปมากกว่านี้
“มันตัวอะไรคะ ที่อยู่ในศาลตายาย” เธอหันไปถามหัวหน้า รปภ. “อ๋อ แมวครับ” หัวหน้า รปภ. ตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า “เราจำเป็นต้องดูแลความเรียบร้อยทุกพื้นที่ในหมู่บ้านครับ มันเป็นแมวตัวใหญ่ นิสัยหัวขโมย ชอบมาลักกินของเซ่นไหว้หลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ทำความเสียหายหนัก ถ้วยโถโอชามแตกหมด รูปปั้นช้างม้าก็หล่นแตกด้วย”
รปภ. ทั้งสองนายยังคงกระทุ้งไม้พลองจากสองทิศทางเข้าไปไม่ยั้ง จนในที่สุด สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในก็หวีดร้องแหลมยาวออกมาอย่างเจ็บปวด “แม๊ว ว ว ว ว!”
คมกริชเห็นใบหน้าของลัดดาซีดเผือดไร้สีเลือดในเสี้ยววินาที เธอชี้มือที่สั่นเทาเข้าไปในศาลตายาย กระโดดเร่าๆ อย่างร้อนรน ก่อนจะแผดเสียงร้องลั่น “ดำมี่! ดำมี่!” เธอหันขวับไปมองทุกคน แววตาเบิกกว้างอย่างตระหนก “ดำมี่จริงๆ ด้วย! แมวของดิฉันเอง ปล่อยมันเดี๋ยวนี้นะ!”
ร่างใหญ่ของหัวหน้า รปภ. ที่ยืนกอดอกคุมเชิงและยิ้มหน้าบานดูผลงานของลูกน้อง หุบรอยยิ้มลงทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“มันมาทำลายข้าวของของเราครับ ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าเป็นแมวของคุณลัดดา” เขาหันมาอธิบาย ก่อนจะหันขวับไปตะโกนสั่งลูกน้อง “เฮ้ย! พวกมึงหยุดเดี๋ยวนี้”
สอง รปภ. ชะงักมือ ยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่ครู่หนึ่ง ทันทีที่ทั้งสองชักไม้พลองออกจากศาลเจ้า เจ้าก้อนสีดำสนิทที่มีขนาดใหญ่กว่าแมวไทยทั่วไปเกือบสองเท่าก็กระโจนพรวดออกมา ลัดดาร้องเสียงหลง ตะโกนเรียกชื่อมันไล่หลัง “ดำมี่! ดำมี่!”
แต่เจ้าดำมี่หาได้หยุดไม่ มันกระโจนพรวดพลาดอย่างไม่คิดชีวิต เบนเข็มออกไปทางแนวพุ่มไม้หนาทึบทางซ้ายมือ เพียงพริบตาเดียวร่างสีดำทมึนก็แทรกกายหายวับไป ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“ตัวมันใหญ่มาก เหมือนแมวป่าที่ไม่มีเจ้าของ ผมเข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ ครับ แต่มันชอบมาแอบขโมยกินของเซ่นไหว้ที่นี่เป็นประจำเลย” หัวหน้า รปภ. หันมาพึมพำแก้ตัว
“ดิฉันจะรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด ข้าวของที่แตกหักดิฉันจะซื้อมาเปลี่ยนให้ใหม่” ลัดดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์โกรธที่กำลังเดือดพล่าน “แต่ดิฉันขอร้องอย่าให้ใครทำร้ายมันแบบนี้อีก หากมันมาก่อเรื่องที่ไหน รบกวนแจ้งดิฉันหรือคนที่บ้านได้เลยค่ะ”
ลัดดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติ หลับตาลงชั่วอึดใจก่อนจะเอ่ยตัดบท “เอาเป็นว่า ลัดดาขอโทษแทนแมวด้วยนะคะ แล้วจะจัดหาของมาชดใช้ให้ทั้งหมด”
“ครับ” ชายร่างโตลอบกลืนน้ำลาย ตอบรับสั้น ๆ อย่างนอบน้อม
“ถ้าอย่างนั้น ลัดดาขออนุญาตถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานนะคะ จะได้จำได้ว่ามีอะไรแตกหักบ้าง และจะขอจุดธูปไหว้ขอขมาตายายในศาลด้วย ที่แมวของลัดดามาก่อความวุ่นวาย…” ลัดดาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง “…ถ้าดวงวิญญาณมีจริง ไม่หลอกลวงให้ชาวบ้านงมงาย ก็หวังใจว่าจะได้รับความเมตตาและอภัยทาน เพราะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ้าพ่อเจ้าแม่ ย่อมต้องมีเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ ไม่ใช่มาไล่ตีกันปางตายแบบนี้”
ลัดดาพึมพำเร็วปรื๋อรวดเดียวจบ ก่อนจะปรายหางตามองหัวหน้า รปภ. อย่างมีความหมาย
“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอตัวนะครับ ต้องขอโทษคุณลัดดาอีกครั้งนะครับ” หัวหน้า รปภ. ร่างใหญ่กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทันที
แผ่นหลังที่ตั้งตึงของลัดดาค่อย ๆ ลู่ลง เธอระบายลมหายใจออกยาวเพื่อปัดเป่าความขุ่นมัวที่หลงเหลือ
คมกริชลอบมองท่าทีที่ผ่อนคลายลงนั้นอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ เขาเริ่มลงมือเก็บกวาดเศษแก้ว เศษขวด และเศษชามกระเบื้องสารพัดขนาดที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น โดยไม่เอ่ยคำใด
คมกริชเก็บเศษแก้วมารวมกันกลุ่มได้พอสมควร ลัดดาจึงพอมีพื้นที่แทรกตัวเข้าไปยืนอยู่หน้าศาลได้ เธอยกมือประนมกลางอก และทำปากขมุบขมิบ อยู่สักครู่ พลางหันไปหยิบซองขนาดใหญ่ที่บรรจุธูป “เค้าใช้ธูปกี่ดอกนะ?” เธอหันมาถามทุก ๆ คนที่อยู่ด้านหลัง
“พี่ว่า 7 ดอกมั๊ง แต่ไม่ใช่ 3 ดอกแน่ ๆ เพราะสามดอกเอาไว้ไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์” คมกริชตอบมา
ลัดดาดึงธูปออกมา 7 ดอกจากห่อ กลิ่นหอมของธูปฟุ้งขึ้น แล้วก็หยิบไม้ขีดไฟจากกล่องเล็ก ๆ ที่วางอยู่ใกล้ ๆ แท่นบูชา แต่ยังไม่ทันที่เธอจะขีดไม้ขีดไฟ พลันก็มีเสียงดังแว๊ด ๆ แหวกอากาศเข้ามา ทุกคนหันขวับ จ้องมองไปที่แนวพุ่มไม้ริมรั้วเป็นตาเดียว เจ้าของเสียงค่อย ๆ เอาหัวดำเมี่ยม ขนาดเท่าชามก๋วยเตี๋ยว ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ออกจากแนวพุ่มไม้ ลัดดาวางธูปที่กำลังจะจุดลงทันที แล้วหัวเราะฮ่า ๆ จนตัวโยก แววตาเป็นประกาย ตะโกนออกไปอย่างยินดี
“ดำมี่ ดำมี่ ออกมา ๆ ออกมานี่เดี๋ยวนี้นะ ” เพียงครู่เดียว เจ้าดำมี่แมวใหญ่ก็ค่อย ๆ โผล่พ้นจากพุ่มไม้ออกมายืนเต็มตัว มันยืนสะบัดขน เอียงคอเมียงมองลัดดา ก่อนเดินตรงรี่เข้าสู่ทิศทางที่ลัดดายืนอยู่ ลัดดาเองก็เดินออกจากแนวต้นไทรเพื่อไปรับมัน เมื่อได้ระยะห่างราว 2 วา นายสาวจึงนั่งยอง ๆ และยื่นมือออกมาข้างหน้า ดีดนิ้วดังเปราะ ๆ ปากก็ร้องเรียก “แม๊ว แม๊ว แม๊ว ๆ” แล้วบางทีก็พูดเป็นภาษาคนว่า “มานี่ ๆ” สลับกันอยู่อย่างนั้น
คมกริชเบิกตากว้าง จ้องมองแมวใหญ่โดยความฉงนยิ่ง พึมพำแผ่วเบา “ทำไมตัวใหญ่ขนาดนี้ !”
ขนาดของมันใหญ่เกือบสองเท่าของแมวไทยทั่ว ๆ ไป ท่วงท่าที่เยาะย่าง ก้ม ๆ เงย ๆ หันซ้ายและแลขวา เดินอย่างระแวงระวัง และบางทีก็ยืดตัวตรงแน่วมีความงามสง่าอยู่ในที ครั้นเมื่อมันเดินมาใกล้ ห่างจากลัดดาได้ประมาณช่วงแขน ตาทั้งสองข้างสีเหลืองดั่งสีเปลวเทียน ตรงกลางของนัยน์ตาเป็นตาดำที่มีสีดำอย่างกับเม็ดของลำไย จ้องเขม็งมองลัดดาอยู่พริบตาหนึ่ง ก่อนล้มตัวนอนหงายท้องกับพื้น ลัดดายื่นฝ่ามือไปวางบนขนละเอียดหนาสีดำสนิทราวกำมะหยี่ เรียวนิ้วที่กลมกลึงราวแท่งเทียนลูบไปบนดวงหน้าใหญ่ เปลือกตาทั้งสองข้างหนายับยู่ คมกริชมองเห็นสีของหนวดขาวออกเหลือง ๆ เป็นแพแทงออกไปทางซ้ายและขวาจากบริเวณจมูกและปากอูมของมัน ดำมี่ส่งเสียงครางหงืด ๆ เลียมือทั้งสองข้างของเจ้านายมันอย่างสนิทสนมรักใคร่
ผ่านไปชั่วครู่ “ดำมี่ เราต้องมาขอโทษ ขอขมาตายายร่วมกันนะ ในความผิดที่ดำมี่ทำไว้” ลัดดาว่า พลางอุ้ม พาแมวใหญ่เข้ามานั่งหน้าศาลเจ้าที่ เธอคลายดำมี่ออกจากอ้อมอก ให้มันไว้นั่งข้าง ๆ แล้วหยิบธูป 7 ดอกที่เตรียมไว้ จุดขึ้น
ควันธูปพวยพุ่งม้วนขึ้นเป็นสายขึ้นสู่ด้านบน ปลายธูปทั้ง 7 ดอกแดงวาบ ดำมี่นั่งข้างลัดดา หันตาสีเหลืองดั่งตาเสือดาวตรงจ้องมายังคมกริช พร้อมแยกเขี้ยวนิด ๆ ขู่ฟ่อใส่ คมกริชหดกาย ขยับหนีออกไป 2 ก้าว
ลัดดาขึงตามองดำมี่ เอ่ยกับคมกริชว่า “ต้องรอให้มันสนิทและคุ้นกับพี่กริชก่อน แล้วพี่กริชถึงจะเข้ามาจับตัวมันได้ รอก่อนนะพี่” ลัดดาบอกแล้วก็ถือธูปทั้ง 7 ดอกด้วยมือเดียว อีกมือโอบเข้าอุ้มดำมี่ขึ้นมาแนบอกอีกครั้ง คมกริชจึงได้โอกาสขยับมานั่งยอง ๆ ใกล้ลัดดา พนมมือรอจังหวะจะพูดขอขมาไปพร้อม ๆ กับลัดดาและดำมี่
“เอาล่ะนะ ดำมี่พูดตามด้วยนะ” เพราะคำว่าดำมี่พูดตามด้วยนะ ทำให้พี่นิด และ รปภ. ทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังหัวเราะชอบใจออกมา
ลัดดาพูดต่อทันทีว่า “หนูชื่อลัดดา และเจ้าแมวตัวนี้ชื่อดำมี่ต้องขอกราบขอโทษต่อตายายด้วย ที่เจ้าดำมี่มาทำให้ข้าวของเสียหายหลายชิ้น หนูจะหาซื้อของทุกอย่างมาทดแทนให้ ขอให้ตายายอโหสิกรรมให้แก่ดำมี่ด้วยเถอะ แล้วขอสัญญาว่าจะไม่.. จะไม่..” ลัดดาหยุดเพียงแค่นั้น ตะกุกตะกักจนไม่สามารถพูดต่อ
รปภ สองคนหัวเราะลั่นอย่างครื้นเครง รปภ.คนหนุ่มอดไม่ได้ที่จะพูดสอดมาว่า “พี่ลัดดาอย่าสัญญานะครับว่า จะไม่มาอีก ฮ่าฮ่า เพราะเจ้าดำมี่มันต้องมาอีกแน่ ๆ ผมว่ามันเลิกมาที่นี่ไม่ได้หรอก มันมาบ่อยครับ แต่หลังจากนี้ พวกผมสัญญาว่าจะไม่ตีมันอีกแล้ว”
“ดีมากจ๊ะ ๆ ขอบใจมากนะ” ลัดดาหันมาด้านหลังที่ รปภ. คนหนุ่ม
“พวกเธอสัญญาแล้วนะจ๊ะ จะไม่ทำร้ายดำมี่อีก หากมันก่อเรื่องเสียหาย ให้ไปบอกพี่ได้เลย พี่จะชดเชยให้ แล้วมีค่าขนมให้น้องด้วย” เธอปักธูปลงบนกระถางอย่างตั้งใจ ก่อนจะค่อยๆ ถอยออกมา เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
“หมดเรื่องเสียที ลัดดาถ่ายรูปไว้หมดแล้วว่ามีอะไรเสียหายบ้าง มีรูปปั้นช้างม้าบางตัวแตกบิ่นด้วย เดี๋ยวจะซื้อมาเพิ่มให้อีกเยอะ ๆ เลย โชคดีที่สุดที่รูปปั้นตากับยาย และบริวารสองตนด้านหลังไม่ชำรุดเสียหายเลย” ลัดดาหันมาสรุปให้คมกริชและพี่นิดฟัง
“นั่นสิ โชคดีมาก รูปปั้นตากับยายไม่แตกบิ่นเลย เป็นรูปปั้นที่ปั้นได้เหมือนคนจริง ๆ แถมยังสวยงามมาก ถ้าแตกไปคงเสียดายแย่” คมกริชเสริม ก่อนจะพยักพเยิดชวนทุกคนกลับออฟฟิศ
หลังจากจัดการความวุ่นวายที่ศาลเจ้าที่เสร็จสิ้น คมกริชก็ใช้เวลาในออฟฟิศอีกเพียงอึดใจเดียวเพื่อจรดปากกาเซ็นเอกสารทั้งหมด พี่นิดยื่นสติกเกอร์วงกลมสำหรับติดหน้ารถเพื่อใช้เข้าออกหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ พร้อมอธิบายสิทธิ์การใช้พื้นที่ส่วนกลางอย่างครบถ้วน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย สองหนุ่มสาวพร้อมด้วยแมวใหญ่จอมป่วนก็ก้าวขึ้นรถ กระบะสองตอนเคลื่อนตัวออกจากหน้าสำนักงาน มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวหมู่บ้านพนาเวชธานี… อันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า